วัดที่เป็นหมุดกลางของผังเมืองพร้าว และเป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุดของยุคที่เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากเมืองร้าง เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับพร้าวคือ เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นสองครั้ง
ครั้งแรกโดยพญามังรายราวปี พ.ศ. 1823 ตามที่เล่าไว้ในบทความประวัติเมืองป้าววังหิน แล้วเจริญขึ้นจนได้ชื่อว่านครป้าว
แต่หลังจากยุคที่ล้านนาถูกพม่าปกครองและสงครามต่อเนื่องหลายร้อยปี ผู้คนกระจัดกระจายออกไปจนเวียงพร้าววังหินแทบกลายเป็นเมืองร้าง
วัดกลางเวียงที่เห็นทุกวันนี้คือผลผลิตของการสร้างเมืองครั้งที่สอง
พญาเขื่อนเมือง นามเดิม บุญมา ปกครองเวียงพร้าววังหินในฐานะเมืองลูกหลวงของนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ. 2401 ถึง 2444 รวมสี่สิบสามปี
สิ่งที่ท่านทำในช่วงสิบสามปีแรก คือ พ.ศ. 2401 ถึง 2414 คือรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ราวหกพันกว่าคนกลับมาร่วมกันสร้างเวียงพร้าวขึ้นใหม่
ตัวเลขหกพันคนอาจฟังดูไม่มากในสายตาคนปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นคือการรวบรวมประชากรทั้งหุบเขากลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งอำนาจและความศรัทธา
ในคติล้านนา เมืองที่สมบูรณ์ต้องมีศูนย์กลางทางจิตใจ ไม่ใช่แค่กำแพงและบ้านเรือน
วัดกลางเวียงจึงไม่ใช่วัดธรรมดา แต่เป็นหมุดที่บอกว่าตรงนี้คือใจกลางของเมือง และเป็นสัญญาณว่าเวียงพร้าวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จุดที่น่าสนใจที่สุดของการสร้างเมืองครั้งนี้ คือพญาเขื่อนเมืองนำผังเมืองของนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาวางเป็นผังเมืองของเวียงพร้าววังหิน
แปลว่าถ้าคุณเดินในตัวเวียงพร้าววันนี้ คุณกำลังเดินอยู่บนโครงที่ลอกแบบมาจากเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน — ในขนาดที่เล็กกว่ามาก แต่ตรรกะเดียวกัน
ผลของการวางผังแบบนี้คือ ตัวอำเภอพร้าวยังเดินได้ทั้งเมืองจนถึงทุกวันนี้ ต่างจากเมืองที่โตขึ้นแบบไร้ผัง
ชื่อเดิมของวัดคือ วัดศรีบุญเรืองกลางเวียง ซึ่งบอกทั้งความหมายมงคลและตำแหน่งในเมืองไว้ในชื่อเดียว
สิ่งที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังยืนอยู่ในวัดคือพระอุโบสถ ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 นับถึงปัจจุบันคือเกือบร้อยปี
อุโบสถหลังนี้ถือเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองพร้าว และเป็นสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมยุคของพญาเขื่อนเมืองกับปัจจุบันโดยตรง
ถ้าเทียบเวลากัน อุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นก่อนที่หลวงปู่มั่นจะมาพำนักที่วัดป่าอาจารย์มั่นราวสิบปี และก่อนที่หลวงปู่แหวนจะมาจำพรรษาที่ดอยแม่ปั๋งราวสามสิบสามปี
ในวัดมีรูปหล่อครูบาเจ้าอินสม สุมะโน ซึ่งประกอบพิธีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2558
การมีรูปหล่อครูบาในวัดกลางเวียงสะท้อนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมศรัทธาของคนทั้งอำเภอ ไม่ใช่แค่วัดประจำชุมชนใดชุมชนหนึ่ง
ในจังหวัดเชียงรายมีวัดชื่อเดียวกันคือ วัดกลางเวียง (จันทโลการาม) ซึ่งเป็นที่ตั้งเสาสะดือเมืองเชียงราย และมีประเพณี เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกบูชาสะดือเมือง ที่จัดใหญ่ทุกปีในเดือนพฤษภาคม
เป็นคนละวัดกับวัดกลางเวียงของอำเภอพร้าว เวลาค้นหาข้อมูลออนไลน์ต้องระบุจังหวัดให้ชัด ไม่อย่างนั้นจะได้ข้อมูลของเชียงรายมาแทน
วัดกลางเวียงอยู่ในตัวอำเภอพร้าว เดินถึงได้จากตลาดสด แวะได้สะดวกในทริปเดียวกับการกินข้าวเที่ยงในตัวเวียง
ถ้าอ่านบทความประวัติเมืองป้าววังหินมาก่อน จะเห็นภาพชัดขึ้นมากว่าสิ่งที่กำลังยืนดูอยู่คือชั้นไหนของประวัติศาสตร์เจ็ดร้อยปี
ชื่อเดิมคือวัดศรีบุญเรืองกลางเวียง สร้างโดยพญาเขื่อนเมือง นามเดิมบุญมา ผู้ปกครองเวียงพร้าววังหินในฐานะเมืองลูกหลวงของนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ. 2401 ถึง 2444
ในช่วงปี พ.ศ. 2401 ถึง 2414 ท่านรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ราวหกพันกว่าคนกลับมาสร้างเวียงพร้าวขึ้นใหม่ และนำผังเมืองของนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาวางเป็นผังเมืองของเวียงพร้าววังหิน
สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2472 นับถึงปัจจุบันคือเกือบร้อยปี ถือเป็นอุโบสถที่เก่าแก่และเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองพร้าว
เป็นคนละวัดกันครับ วัดกลางเวียงของเชียงรายมีชื่อเต็มว่าวัดกลางเวียง จันทโลการาม เป็นที่ตั้งเสาสะดือเมืองเชียงราย และมีประเพณีเดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกบูชาสะดือเมืองทุกเดือนพฤษภาคม เวลาค้นหาข้อมูลออนไลน์ควรระบุจังหวัดให้ชัดเจน
พระอุโบสถที่สร้างตั้งแต่ปี 2472 ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองพร้าว และรูปหล่อครูบาเจ้าอินสม สุมะโน ที่ประกอบพิธีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2558 วัดตั้งอยู่ในตัวอำเภอ เดินถึงได้จากตลาดสด
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลด้านล่าง ไม่ได้เขียนจากความทรงจำหรือการคาดเดา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ หน้าติดต่อ