ทำไมพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศหลายรูปถึงเลือกมาพำนักที่อำเภอเล็กๆ ในหุบเขาแห่งนี้ และเส้นทางที่จังหวัดเชียงใหม่เปิดขึ้นเพื่อตามรอยท่าน
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเส้นทาง "ตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว" อย่างเป็นทางการ
สี่จุดในเส้นทางประกอบด้วย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เส้นทางนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่เป็นการตั้งชื่อให้กับสิ่งที่มีอยู่แล้วมานาน คนที่มาพร้าวเพื่อกราบหลวงปู่แหวนมีมาตั้งแต่ยุค 2510 การเปิดเส้นทางเพียงทำให้อีกสามจุดที่เคยถูกมองข้ามได้รับความสนใจตามไปด้วย
คำถามที่คนถามบ่อยคือ ทำไมพระสายกรรมฐานหลายรูปถึงมาลงที่นี่
คำตอบอยู่ที่ภูมิประเทศ พร้าวเป็นที่ราบล้อมด้วยภูเขาหินทุกด้าน มีทางออกเพียงไม่กี่ทาง ในยุคที่ยังไม่มีถนนลาดยาง การเข้าถึงยากมาก
สำหรับคนทั่วไปนี่คือความลำบาก แต่สำหรับพระธุดงค์ที่ต้องการความสงบและป่าที่ยังไม่ถูกรบกวน นี่คือเงื่อนไขที่เหมาะสมพอดี มีทั้งป่า มีทั้งถ้ำ มีทั้งภูเขา และมีชาวบ้านที่พร้อมอุปัฏฐาก แต่ไม่มีความวุ่นวายของเมือง
วัดป่าอาจารย์มั่นยังเคยเป็นที่พำนักของหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว และหลวงปู่เจี๊ยะ ในช่วงเวลาต่างกัน ซึ่งแสดงว่าพร้าวเป็นจุดที่พระสายนี้รู้จักกันดีในหมู่ครูบาอาจารย์
ศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่มั่น ท่านเดินธุดงค์จากภาคอีสานมาพำนักที่เสนาสนะป่ากลางทุ่งในตำบลโหล่งขอด
ตามความเชื่อของคนในพื้นที่ ที่นั่นคือจุดที่ท่านบรรลุธรรม ซึ่งเป็นที่มาของชื่ออนุสรณ์สถาน ปัจจุบันมีรูปปั้นองค์หลวงปู่ขาวขนาดใหญ่สีขาวตั้งเด่นอยู่กลางทุ่งนา มองเห็นได้จากถนนตอนลงเขาเข้าสู่โหล่งขอด
องค์ที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักพร้าว ท่านจำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนมรณภาพเมื่อ 2 กรกฎาคม 2528 สิริอายุ 98 ปี รวม 23 ปีในพื้นที่เดียว
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เดินผ่านคือกุฏิโรงไฟ ซึ่งชาวบ้านสร้างขึ้นเมื่อท่านอาพาธเป็นตุ่มคันทั้งตัว ไม้ที่ใช้ทั้งพื้น ฝา และประตูบางแผ่น นำมาจากโลงศพที่ชาวบ้านเผาศพแล้ว
ภายในก่อไฟลุกโชนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ท่านอยู่ในนั้นเกือบตลอดเวลา ออกมาเฉพาะเวลาฉัน สรงน้ำ และเดินจงกรม ชาวบ้านเรียกว่ากุฏิโรงไฟ แต่หลวงปู่เรียกมันว่า "โรงย่างกิเลส"
จุดที่ต่างจากสามองค์แรก เพราะครูบาศรีวิชัยไม่ใช่พระสายกรรมฐานจากอีสาน แต่เป็นนักบุญแห่งล้านนา ผู้บูรณะวัดวาอารามทั่วภาคเหนือนับร้อยแห่ง และเป็นผู้นำการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้าน
ร่องรอยของท่านในพร้าวอยู่ที่วัดพระธาตุกลางใจเมือง ตำบลสันทราย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสะดือเมือง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเวียงตามคติล้านนา และประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ คณะศรัทธาชาวเวียงพร้าวได้อัญเชิญอัฐิธาตุแขนข้างขวาของครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบรรจุไว้ใต้ฐานที่นั่งรูปเหมือนของท่าน เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านมาบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้
การที่ท่านมาถึงพร้าวสะท้อนว่า เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พำนักของพระธุดงค์จากภายนอก แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายพุทธศาสนาล้านนามาตั้งแต่ต้น
ครูบาอาจารย์ใหญ่ของพระสายวิปัสสนากรรมฐานทั้งสาย ท่านจาริกมาพำนักที่วัดร้างซึ่งชาวบ้านเรียกว่าวัดป่าแดง บ้านแม่กอย ตำบลเวียง และจำพรรษาอยู่หนึ่งพรรษาราวปี พ.ศ. 2482
สิ่งที่ยังเหลือให้เห็นคือทางเดินจงกรมเดิม ที่เรียงด้วยก้อนอิฐเก่าตลอดทาง ซึ่งเป็นจุดที่คนมาที่นี่มักไม่ทันสังเกต
ที่วัดถ้ำดอกคำ ตำบลน้ำแพร่ ยังมีบันทึกท้องถิ่นระบุว่าท่านเคยมาบำเพ็ญเพียรและบรรลุอรหัตผลที่ถ้ำแห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรตรวจสอบกับเอกสารของวัดโดยตรง
ทั้งสี่จุดอยู่ในระยะขับรถไม่เกินหนึ่งชั่วโมงจากตัวอำเภอ ทำได้ในหนึ่งวัน ลำดับที่ประหยัดเวลาที่สุดคือ
ทุกแห่งเป็นวัดปฏิบัติธรรมที่ยังมีพระจำพรรษา ควรแต่งกายสุภาพปิดไหล่และเข่า ลดเสียงในบริเวณกุฏิและมณฑป และถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคาร
ที่วัดดอยแม่ปั๋งมีดอกไม้ธูปเทียนแจกฟรี ไม่ต้องซื้อมาเอง
มี 4 จุด ได้แก่ อนุสรณ์สถานบรรลุธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย ตำบลโหล่งขอด วัดดอยแม่ปั๋งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดพระธาตุกลางใจเมืองของครูบาศรีวิชัย และวัดป่าอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บ้านแม่กอย ตำบลเวียง
เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของอำเภอพร้าว
ได้ครับ ทั้งสี่จุดอยู่ในระยะขับรถไม่เกินหนึ่งชั่วโมงจากตัวอำเภอ ลำดับที่ประหยัดเวลาที่สุดคือเริ่มที่โหล่งขอดตอนเช้า เข้าตัวเวียงตอนสาย ต่อวัดป่าอาจารย์มั่นตอนเที่ยง แล้วปิดท้ายที่วัดดอยแม่ปั๋งซึ่งเปิดถึงหกโมงเย็น
เพราะภูมิประเทศ พร้าวเป็นที่ราบล้อมด้วยภูเขาหินทุกด้าน เข้าถึงยากในยุคที่ยังไม่มีถนนลาดยาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เหมาะกับพระธุดงค์ที่ต้องการความสงบ มีทั้งป่า ถ้ำ ภูเขา และชาวบ้านที่พร้อมอุปัฏฐาก แต่ไม่มีความวุ่นวายของเมือง
เป็นชื่อที่หลวงปู่แหวนเรียกกุฏิโรงไฟที่วัดดอยแม่ปั๋ง ชาวบ้านสร้างขึ้นเมื่อท่านอาพาธเป็นตุ่มคันทั้งตัว โดยไม้ที่ใช้บางส่วนนำมาจากโลงศพที่เผาศพแล้ว ภายในก่อไฟตลอด 24 ชั่วโมงเพื่ออบตัวรักษาอาการ
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลด้านล่าง ไม่ได้เขียนจากความทรงจำหรือการคาดเดา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ หน้าติดต่อ