ก่อนจะเป็นอำเภอที่คนขับผ่านไปเชียงดาว พร้าวเคยเป็นเมืองที่พญามังรายเลือกด้วยตัวเอง เคยชื่อนครป้าว และเคยมีกษัตริย์ล้านนาองค์สำคัญปกครองก่อนขึ้นครองราชย์
คนพร้าวเรียกบ้านตัวเองว่า เมืองป้าว มาตลอด ส่วนในเอกสารเก่าจะพบสองชื่อคือ เวียงพร้าววังหิน และ เวียงแจ้สัก
ชื่อ "วังหิน" บอกลักษณะภูมิประเทศตรงตัว เพราะที่ราบผืนนี้ถูกล้อมด้วยภูเขาหินที่แข็งแรงราวกำแพงทุกด้าน มีทางออกไปได้เพียงไม่กี่ทางคือเมืองฝาง เวียงป่าเป้า แม่แตง และเชียงดาว
สภาพแบบนี้ทำให้พร้าวเป็นทั้งที่มั่นทางทหารและแหล่งปลูกข้าวชั้นดี เพราะน้ำจากภูเขารอบด้านไหลลงมารวมกันในแอ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้พญามังรายหยุดที่นี่
เรื่องราวปรากฏในตำนานโยนก เริ่มจากปี พ.ศ. 1780 เมื่อพระเจ้าลาวเม็ง ผู้ครองหิรัญนครเงินยาง มีโอรสกับพระนางเทพคำข่าย ชื่อ เม็งราย
ปี พ.ศ. 1801 พระเจ้าลาวเม็งสวรรคต เม็งรายขึ้นครองราชย์ขณะพระชนมายุ 20 พรรษา ทรงมีพระโอรสสามพระองค์คือ ขุนเครื่อง ขุนคราม และขุนเครือ
ปี พ.ศ. 1816 พระองค์ทราบข่าวว่าหริภุญชัยหรือเมืองลำพูนอุดมสมบูรณ์ จึงเริ่มวางแผนยึดครอง
ปี พ.ศ. 1823 พญามังรายมอบเมืองเชียงรายให้ขุนครามปกครอง แล้วยกทัพมุ่งสู่ลำพูน ระหว่างทางพระองค์ผ่านที่ราบผืนหนึ่ง แล้วทรงเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมตามตำรา จึงตั้งเมืองขึ้นที่นั่น
นั่นคือเมืองพร้าว และเป็นเหตุผลที่เว็บนี้ระบุปีก่อตั้งไว้ที่ พ.ศ. 1824
หลังสร้างเชียงใหม่ในชื่อ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พญามังรายส่งขุนเครือ พระโอรสองค์ที่สาม มาปกครองเมืองป้าว
ขุนเครือบูรณะและขยายเมืองป้าววังหินจนเจริญขึ้นมาก ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า นครป้าว ศูนย์กลางของเวียงในยุคนั้นอยู่บริเวณวัดพระเจ้าล้านทอง ซึ่งยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้
ขุนเครือครองนครป้าวอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฏหลักฐาน ทราบเพียงว่าปีสุดท้ายทรงถูกพญามังรายลงทัณฑ์ด้วยข้อหาผิดประเวณีกับพี่สะใภ้ และถูกเนรเทศไปยังเมืองปาย ซึ่งอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนปัจจุบัน
หลังจากนั้นนครป้าวถูกลดฐานะลงเป็นเมืองลูกหลวง และเมื่อกษัตริย์ล้านนาองค์ใดไม่มีราชบุตร ก็จะส่งขุนนางคนสนิทมาปกครองแทน
จุดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ในรัชสมัยพระเจ้าแกน ราวปี พ.ศ. 1954 ถึง 1958 พระองค์ส่งราชบุตรองค์ที่หกมาปกครองนครป้าว
ราชบุตรองค์นั้นคือ เจ้าติโลกราช ซึ่งต่อมาขึ้นเป็นพระเจ้าติโลกราช หนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรล้านนา ผู้ทำให้เชียงใหม่รุ่งเรืองถึงขีดสุดและเป็นผู้จัดสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่แปดของโลก
นับเป็นเจ้านายองค์สุดท้ายที่ปกครองในฐานะนครป้าว
ร่องรอยจากยุคนี้ยังเห็นได้ที่วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ตำบลโหล่งขอด ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งทัพ และยังปรากฏแนวคูเมืองเก่ารอบองค์เจดีย์
ระหว่างยุคที่ล้านนาถูกพม่าปกครองและสงครามต่อเนื่องหลายร้อยปี ผู้คนกระจัดกระจายออกจากพื้นที่ เวียงพร้าววังหินซบเซาลงจนแทบกลายเป็นเมืองร้าง
การฟื้นตัวจริงเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2401 ถึง 2444 สมัยพญาเขื่อนเมือง นามเดิมบุญมา ซึ่งปกครองเวียงพร้าววังหินในฐานะเมืองลูกหลวงของเชียงใหม่
ในช่วงสิบสี่ปีแรก ท่านรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ราวหกพันคน กลับมาสร้างเวียงพร้าวขึ้นใหม่ และสิ่งที่น่าสนใจคือท่านนำผังเมืองของนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาใช้เป็นผังเมืองพร้าว
วัดกลางเวียงที่เห็นทุกวันนี้คือผลงานจากยุคนั้น เดิมชื่อวัดศรีบุญเรืองกลางเวียง สร้างโดยพญาเขื่อนเมือง และปัจจุบันเป็นสถานที่จัดประเพณีใส่ขันดอกบูชาอินทขิลประจำปี
ส่วนวัดพระธาตุกลางใจเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสะดือเมือง เป็นจุดที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของเวียงตามคติล้านนา
ตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ การเข้าพร้าวยากมาก มีบันทึกจากผู้ที่มากราบหลวงปู่แหวนราวปี พ.ศ. 2519 ว่าต้องอ้อมไปทางอำเภอแม่แตง ผ่านวัดบ้านปง วัดอรัญวิเวก ไปแม่หอพระ แล้วจึงเลี้ยวเข้าวัดดอยแม่ปั๋ง
ทางหลวงหมายเลข 1001 สายเชียงใหม่ – พร้าว มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว หลักฐานที่ชัดที่สุดคือหมวดทางหลวงพร้าวก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2520 ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายนี้ที่กิโลเมตร 88+270 ตำบลเขื่อนผาก
ทางหลวง 1001 ช่วงสันทราย ถึง พร้าว ยาวราว 80 กิโลเมตร และเป็นถนนสองช่องจราจรมาโดยตลอด ต้องไต่ข้ามภูเขาและคดเคี้ยว ทำให้ระยะทางไม่ไกลแต่ใช้เวลานาน
โครงการขยายเป็นสี่ช่องจราจรเคยมีผลศึกษาเบื้องต้นเมื่อราวปี 2553 แต่เพิ่งเริ่มก่อสร้างจริงในช่วง 14 กิโลเมตรแรก โดยเริ่มสัญญาเมื่อ 3 กรกฎาคม 2563 และยังมีงานปรับปรุงต่อเนื่องมาถึงปี 2566
นี่คือคำอธิบายว่าทำไมพร้าวถึงยังไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองรองอื่นในเชียงใหม่ ทั้งที่มีของครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศรัทธา — ไม่ใช่เพราะไม่มีถนน แต่เพราะถนนยังเป็นสองเลนข้ามดอย และการขยายเพิ่งเริ่มเมื่อไม่กี่ปีมานี้
ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นเหตุผลที่พร้าวยังคงสภาพเดิมไว้ได้มากกว่าเมืองรองที่ถนนดีกว่า
พร้าวไม่ใช่เมืองที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่เป็นเมืองที่เคยเจริญ แล้วเงียบไป แล้วกลับมาใหม่ สองรอบในเจ็ดร้อยปี
สิ่งที่เห็นวันนี้ ทั้งแนวคูเมืองที่โหล่งขอด ผังเมืองแบบเชียงใหม่ในตัวเวียง และวัดที่กระจายอยู่ทุกตำบล ล้วนเป็นชั้นตะกอนจากยุคต่างๆ ที่ทับกันอยู่
ถ้าอยากเห็นประวัติศาสตร์ที่เล่ามาทั้งหมดด้วยตา นี่คือลำดับที่ผมแนะนำ
ทั้งหมดอยู่ในระยะขับรถไม่เกินหนึ่งชั่วโมงจากตัวอำเภอ ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มพอดี
ชื่อพื้นบ้านคือเมืองป้าว ส่วนชื่อในเอกสารโบราณมีสองชื่อคือ เวียงพร้าววังหิน และ เวียงแจ้สัก คำว่าวังหินมาจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบล้อมด้วยภูเขาหินราวกำแพงทุกด้าน
พญามังราย ในปี พ.ศ. 1823 ระหว่างยกทัพจากเชียงรายไปตีหริภุญชัยหรือเมืองลำพูน พระองค์ผ่านที่ราบผืนนี้แล้วเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมตามตำรา จึงตั้งเมืองขึ้น จากนั้นส่งขุนเครือ พระโอรสองค์ที่สาม มาปกครอง
เป็นชื่อที่เมืองพร้าวได้รับในยุคที่ขุนเครือ พระโอรสองค์ที่สามของพญามังราย ปกครองและบูรณะเมืองจนเจริญรุ่งเรือง ศูนย์กลางของเวียงในยุคนั้นอยู่บริเวณวัดพระเจ้าล้านทอง ต่อมาเมื่อขุนเครือถูกเนรเทศ นครป้าวจึงถูกลดฐานะลงเป็นเมืองลูกหลวง
ในรัชสมัยพระเจ้าแกน ราวปี พ.ศ. 1954 ถึง 1958 เจ้าติโลกราชซึ่งเป็นราชบุตรองค์ที่หก ถูกส่งมาปกครองนครป้าวก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา นับเป็นเจ้านายองค์สุดท้ายที่ปกครองในฐานะนครป้าว
เพราะทางหลวงหมายเลข 1001 สายเชียงใหม่ ถึง พร้าว ช่วงสันทราย ถึง พร้าว ยาวราว 80 กิโลเมตร และเป็นถนนสองช่องจราจรที่ต้องไต่ข้ามภูเขามาโดยตลอด ระยะทางไม่ไกลแต่ใช้เวลานาน โครงการขยายเป็นสี่ช่องจราจรเพิ่งเริ่มก่อสร้างช่วง 14 กิโลเมตรแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ตัวถนนเองมีมานานแล้ว โดยหมวดทางหลวงพร้าวก่อตั้งริมถนนสายนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2520
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลด้านล่าง ไม่ได้เขียนจากความทรงจำหรือการคาดเดา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ หน้าติดต่อ