พร้าวห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 110 กิโลเมตร ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ไปเช้าเย็นกลับได้สบาย แต่ต้องวางลำดับให้ถูก เพราะแต่ละที่เปิดคนละเวลาและหมอกอยู่แค่ชั่วโมงเดียว
เรียงตามเวลาเปิดปิดจริงของแต่ละที่ ไม่ใช่ตามระยะทาง เพราะหมอกและแสงมีช่วงเวลาของมัน
ใช้ทางหลวงหมายเลข 1001 สายเชียงใหม่ – พร้าว ผ่านสันทราย แม่โจ้ แล้วไต่ขึ้นเขา ระยะทางราว 110 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาที
จุดที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักพร้าว ต้นก้ามปูอายุนับร้อยปียืนอยู่กลางผืนน้ำท้ายเขื่อนแม่งัด ลงเรือที่โฮงชาฮักมี ซึ่งเปิดตั้งแต่ตีสี่
กลับขึ้นฝั่งแล้วนั่งพักที่โรงน้ำชาในบริเวณเดียวกัน ทำชาดอกไม้และชาสมุนไพรจากผลผลิตอินทรีย์ในพื้นที่เอง มีอาหารให้สั่งเป็นมื้อเช้าได้พอดี
แดนธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ผู้จำพรรษาที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนมรณภาพในปี 2528 รวมยี่สิบสามปี พื้นที่ 150 ไร่ร่มครึ้มทั้งวัด
ตัวอำเภอเล็กพอที่จะเดินได้ทั้งเมือง มีตลาดสด ร้านข้าวซอย และคาเฟ่ที่โตขึ้นมาจากคนในพื้นที่เอง สิริเมืองพร้าวรวมห้องสมุด แกลลอรี และซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชนไว้ในที่เดียว
พระมหาธาตุเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอ อายุราวเจ็ดร้อยสามสิบปี ตั้งบนที่สูงซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทัพของพญามังราย ยังปรากฏแนวคูเมืองเก่ารอบด้าน มองลงมาเห็นหุบเขาโหล่งขอดทั้งตำบล
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ที่ระดับราว 1,600 เมตร มองเห็นวิวข้ามไปถึงเชียงราย เป็นจุดปิดท้ายที่ดีที่สุดเพราะแสงเย็นสวยและอากาศเย็นลงพอดี
ถ้าจะกลับวันเดียวกัน ควรเริ่มลงก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะทางลงดอยและทางกลับเป็นเส้นทางเขาที่ไฟทางน้อย ถึงเชียงใหม่ราวสามทุ่ม
คิดจากการไปกันสามคนด้วยรถส่วนตัว ตัวเลขเป็นค่าประมาณเพื่อให้วางแผนได้
คนส่วนใหญ่วางแผนเที่ยวตามระยะทาง คือไปที่ใกล้ที่สุดก่อน แต่ที่พร้าวใช้วิธีนั้นไม่ได้
เหตุผลคือหมอกบนทะเลสาบผาแดงมีอายุแค่ชั่วโมงเดียว ช่วงเจ็ดถึงแปดโมงเช้าเท่านั้น ถ้าไปสายกว่านั้นจะเห็นแค่ต้นไม้ในน้ำธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ภาพที่ทำให้คนอยากมา
ในทางกลับกันดอยม่อนล้านสวยที่สุดตอนเย็น และวัดปิดหกโมง แผนนี้จึงไล่จากผิวน้ำตอนเช้ามืด ขึ้นไปถึงสันดอยตอนพระอาทิตย์ตก ซึ่งบังเอิญเป็นการไต่ระดับความสูงจากราว 400 เมตรไปถึง 1,600 เมตรพอดี
เลือกได้สองแบบ ถ้ามาเช้าให้เอาฉำฉายักษ์กลางน้ำกับวัดดอยแม่ปั๋ง ซึ่งอยู่ตำบลเดียวกันและห่างกันสิบห้านาที
ถ้ามาบ่ายให้เอาตัวเวียงพร้าวกับดอยม่อนล้าน แล้วปิดท้ายด้วยพระอาทิตย์ตกบนสันดอย
แผนหนึ่งวันต้องเร่งพอสมควร และตัดสองอย่างที่คุ้มค่าออกไป คือยอดดอยโมอายที่ต้องเดินขึ้นราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และน้ำตกม่อนหินไหลที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตอุทยานฯ
ถ้าค้างคืนหนึ่งคืน จะได้ทั้งสองอย่างเพิ่มโดยไม่ต้องเร่ง และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่ต้องตื่นตีสี่ขับรถจากเชียงใหม่ เพราะนอนที่โฮงชาฮักมีแล้วเดินไปลงเรือได้เลย
ดูตัวเลือกที่พักทั้งหมดได้ที่หน้าที่พัก
กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ · ภาพโดย TEEDD360
พอครับ ถ้าวางลำดับให้ถูก แผนในหน้านี้ครอบคลุมหกจุดหลักตั้งแต่หกโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น โดยเริ่มจากฉำฉายักษ์กลางน้ำตอนเช้ามืดแล้วไล่ขึ้นดอยม่อนล้านตอนเย็น แต่ถ้าอยากเดินป่าหรือขึ้นดอยจอมหดด้วย ต้องค้างคืนอย่างน้อยหนึ่งคืน
ราว 110 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ตามทางหลวงหมายเลข 1001 สายเชียงใหม่ – พร้าว ผ่านสันทรายและแม่โจ้ ถนนลาดยางตลอดสายแต่เป็นสองเลนและต้องไต่ข้ามภูเขา จึงใช้เวลานานกว่าที่ระยะทางบอก
ประมาณตีห้า ถ้าอยากทันหมอกที่ฉำฉายักษ์กลางน้ำ เพราะหมอกอยู่แค่ช่วงเจ็ดถึงแปดโมงเช้า ถ้าไม่เน้นหมอกจะออกเจ็ดโมงก็ได้ แต่จะพลาดภาพที่สวยที่สุดของทริป อีกทางเลือกคือค้างคืนที่โฮงชาฮักมีซึ่งมีลานกางเต็นท์ติดท่าเรือ
ประมาณ 1,000 ถึง 1,400 บาทต่อคน เมื่อไปกันสามคนและใช้รถส่วนตัว แบ่งเป็นค่าน้ำมันไปกลับ 500 ถึง 700 บาท ค่าเรือชมฉำฉา 700 บาทต่อลำหารสามคน และค่าอาหาร 300 ถึง 500 บาทต่อคน วัดทุกแห่งไม่มีค่าเข้าชม
พฤศจิกายนถึงมกราคมดีที่สุด อากาศเย็น ฟ้าใส และทะเลหมอกชัด ควรเลี่ยงกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเป็นฤดูเผาในภาคเหนือ ทัศนวิสัยบนดอยลดลงมาก ส่วนกรกฎาคมถึงตุลาคมป่าเขียวที่สุดแต่ระดับน้ำอาจสูงจนล่องเรือชมฉำฉาไม่ได้
ไปได้แต่ไม่สะดวก มีรถสองแถวและรถโดยสารจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปตัวอำเภอพร้าว แต่การเดินทางระหว่างจุดต่างๆ ในอำเภอต้องใช้รถส่วนตัวเป็นหลัก เพราะสถานที่กระจายอยู่ตามขอบหุบเขา แนะนำให้เช่ารถหรือรวมกลุ่มกันไป