ยอดดอยที่คนพร้าวเห็นแล้วรู้ว่าใกล้ถึงบ้าน เบื้องหลังมีตำนานการวัดความสูงระหว่างสองเมือง และคำอธิบายชื่อที่เล่ากันมาสองทาง
พร้าวเป็นเมืองในแอ่งที่มีทิวดอยล้อมรอบทุกด้าน ยืนในที่โล่งแล้วมองออกไปจะเห็นภูเขาเรียงลดหลั่นกันตามขอบฟ้า และยอดที่โดดเด่นที่สุดทางทิศตะวันตกถึงตะวันตกเฉียงใต้คือดอยจอมหด ซึ่งคนเมืองออกเสียงว่า ดอยจ๋อมหด
สำหรับคนพร้าว ดอยลูกนี้ไม่ได้เป็นแค่ภูเขา แต่เป็นหมุดหมายที่บอกว่ากำลังจะถึงบ้านหรือกำลังจะห่างบ้าน มีคำพูดที่เล่าต่อกันมาสองประโยคคู่กัน
ตามองไม่เห็นดอยจอมหดแล้ว ก็รู้แล้วว่ากำลังจะห่างบ้านออกไป
เห็นดอยจอมหดแล้ว จะถึงบ้านแล้ว
ยอดดอยลูกเดิมจึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนทั้งในวันที่ออกเดินทางและในวันที่ได้กลับคืนบ้านเกิด
พร้าวกับเชียงดาวมีอาณาเขตติดกัน และต่างก็มีภูเขาที่ผู้คนผูกพันในฐานะดอยคู่บ้านคู่เมือง เชียงดาวมีดอยหลวงเชียงดาว ส่วนพร้าวมีดอยจอมหด
ในเรื่องเล่าพื้นบ้าน ดอยทั้งสองถูกกล่าวถึงในฐานะดอยคู่บารมีของแต่ละเมือง และมีตำนานที่ผูกโยงถึงกัน เป็นตำนานที่อธิบายว่าดอยไหนสูงกว่ากัน
ตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งมนุษย์กับเทวดาถกเถียงกันว่า ระหว่างดอยหลวงเชียงดาวกับดอยสูงของเมืองพร้าว ดอยใดสูงกว่ากัน เมื่อหาข้อยุติไม่ได้จึงนำความไปทูลขอให้พระอินทร์ตัดสิน
พระอินทร์เนรมิตรินคำ หรือรางรินทองคำขึ้นมา คำว่ารางรินในคำเมืองหมายถึงรางสำหรับรับหรือส่งน้ำ จากนั้นให้เทวดานำรางรินไปวางพาดเชื่อมยอดดอยทั้งสอง แล้วเทน้ำลงไป ใช้ทิศทางการไหลของน้ำเป็นเครื่องตัดสิน เพราะน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
ปรากฏว่าน้ำในรางรินไหลลงมาทางยอดดอยฝั่งเมืองพร้าว ในตำนานจึงถือว่าดอยหลวงเชียงดาวเป็นฝ่ายที่สูงกว่า และเมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง รางรินทองคำก็ตกลงมาฝังอยู่ภายในดอยจอมหด ตามเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
ที่น่าสนใจคือผลการตัดสินในตำนานตรงกับความสูงที่วัดได้จริง ดอยหลวงเชียงดาวสูงราว 2,175 เมตร ส่วนดอยจอมหดสูงราว 1,713 ถึง 1,731 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต่างกันราวสี่ร้อยเมตร
ดอยจอมหดยังคงเป็นยอดที่สูงที่สุดของอำเภอพร้าวและของอุทยานแห่งชาติศรีลานนา
ตำนานรางรินทองคำเชื่อมโยงกับคำอธิบายชื่อดอยจอมหด ซึ่งมีเรื่องเล่าอยู่สองแนวทาง
แนวทางแรก ผูกคำว่า หด เข้ากับภาพของยอดดอยที่ดูราวกับหดต่ำลงเมื่อเทียบกับดอยหลวงเชียงดาว จึงเรียกขานกันว่าดอยจอมหด
อีกแนวทางหนึ่ง อธิบายผ่านคำเมือง หด ซึ่งหมายถึง รด หรือราดรด เช่นคำว่า หดน้ำ ที่หมายถึงการรดน้ำ เมื่อน้ำจากรางรินทองคำไหลลงมายังยอดดอยเมืองพร้าว จึงเปรียบเสมือนการรดน้ำลงบนจอมดอย และกลายเป็นที่มาของชื่อตามคำอธิบายในตำนาน
ชื่อฟูจิเมืองพร้าวเป็นสมญาที่เกิดขึ้นทีหลัง มาจากรูปทรงของดอย เมื่อมองจากบางมุมจะเห็นแนวสันเขาทอดขึ้นเป็นทรงสามเหลี่ยม มียอดเด่นอยู่เหนือภูมิทัศน์โดยรอบ ชวนให้นึกถึงภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่น โดยเฉพาะวันที่เมฆหมอกลอยคลอเคลียยอดดอยหรือทอดเป็นสายบางผ่านสันเขา
ความคล้ายนี้ขึ้นอยู่กับมุมที่ยืนมองและสภาพอากาศ เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนก็เห็นความงามอีกแบบของดอยลูกเดียวกัน สมญานี้ช่วยชวนคนให้มารู้จักขุนเขาแห่งนี้ ขณะที่ชื่อดอยจอมหดยังเก็บเรื่องเล่าและความทรงจำของท้องถิ่นไว้
มองเห็นได้จากหลายจุดในอำเภอพร้าวโดยไม่ต้องขึ้นดอย โดยเฉพาะที่โล่งกลางทุ่งทางฝั่งตะวันตกของตัวอำเภอ ช่วงที่ภาพสวยที่สุดคือเช้าตรู่ที่หมอกยังคลออยู่บนสันเขา
ส่วนคนที่อยากขึ้นไปถึงยอด มีเส้นทางและข้อควรรู้อยู่ในหน้าดอยจอมหด ทั้งเรื่องการเดินทาง ช่วงเวลาที่เหมาะ และพระธาตุจอมหดบนยอด
เรื่องเล่าและตำนานในบทความนี้เรียบเรียงจากที่เล่าสืบต่อกันมาในท้องถิ่น ตำนานพื้นบ้านมีหลายสำนวนและรายละเอียดอาจต่างกันไปตามผู้เล่า ส่วนตัวเลขความสูงอ้างอิงจากข้อมูลทางภูมิศาสตร์ หากมีสำนวนอื่นหรือพบข้อมูลคลาดเคลื่อน รบกวนแจ้งเราเพื่อแก้ไข
ที่เดียวกันครับ ฟูจิเมืองพร้าวเป็นสมญาที่เรียกกันทีหลัง เพราะเมื่อมองจากบางมุมจะเห็นแนวสันเขาเป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายภูเขาไฟฟูจิ ส่วนชื่อดั้งเดิมคือดอยจอมหด คนเมืองออกเสียงว่าดอยจ๋อมหด
มีคำอธิบายสองแนวทาง แนวทางแรกผูกคำว่าหดกับภาพยอดดอยที่ดูหดต่ำลงเมื่อเทียบกับดอยหลวงเชียงดาว อีกแนวทางอธิบายผ่านคำเมืองว่าหดหมายถึงรด เช่นคำว่าหดน้ำ ซึ่งโยงกับตำนานที่น้ำจากรางรินทองคำไหลลงมารดยอดดอยฝั่งเมืองพร้าว
เล่าว่ามนุษย์กับเทวดาถกกันว่าดอยหลวงเชียงดาวกับดอยของเมืองพร้าวดอยใดสูงกว่า พระอินทร์จึงเนรมิตรางรินทองคำพาดเชื่อมยอดดอยทั้งสองแล้วเทน้ำ น้ำไหลลงมาทางฝั่งเมืองพร้าว จึงถือว่าดอยหลวงเชียงดาวสูงกว่า และรางรินทองคำตกลงมาฝังอยู่ในดอยจอมหด
สูงราว 1,713 ถึง 1,731 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นยอดที่สูงที่สุดของอำเภอพร้าวและของอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ส่วนดอยหลวงเชียงดาวสูงราว 2,175 เมตร
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลด้านล่าง ไม่ได้เขียนจากความทรงจำหรือการคาดเดา หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ หน้าติดต่อ